การคมนาคมในประเทศไต้หวัน

ไต้หวันเป็นหนึ่งในประเทศที่นักท่องเที่ยวต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ามีความสะดวกสบายในการเดินทาง มีความปลอดภัย  มีประสิทธิภาพและตรงเวลา การใช้รถบัสหรือรถไฟสำหรับการเดินทางภายในเมืองใหญ่เป็นสิ่งที่นิยมกันมาก  ส่วนเที่ยวบินในประเทศนิยมใช้สำหรับการเดินทางไปทางฝั่งตะวันออกหรือเมืองที่ตั้งอยู่นอกเกาะ เพื่อให้การเดินทางใน ไต้หวันสะดวกมากขึ้น เรามารู้จักกับการคมนาครูปแบบต่างๆของประเทศไต้หวันกันเลย

เริ่มต้นกันที่ การคมนาคมด้วย รถไฟความเร็วสูง หรือที่เรียกว่า Taiwan High Speed Rail  (HSR)วิ่งระหว่างสถานีไทเปและสถานีโซวหยิง รวมระยะทาง 345 กิโลเมตร นับจากทางตอนใต้ของเมืองเกาสง หากที่ท่านที่ต้องการสัญจรด้วยรถไฟความเร็วสูง ความเร็วในการเคลื่อนที่สูงสุด 300 กิโมเมตรต่อชั่วโมง  รถไฟทุกขบวนจะจอดที่เมืองบันเคียวและเมือไตชุง มีบางขบวนอาจจอดที่เมืองเตาหยวน ฮินชู ไต้หนาน และเจียยี่  สามารถหาข้อมูลการเดินทาง  เพิ่มเติมได้ที่ http://www.thsrc.com.tw  และสามารถซื้อบัตรโดยสารรถไฟความเร็วสูงทั้งแบบรายวันหรือล่วงหน้าได้ที่ เคาน์เตอร์จำหน่ายบัตรหรือเครื่องจำหน่ายบัตร

taiwan-train-travel

สำหรับการเดินทางไปยังเมืองต่างๆของ ไต้หวัน ทั้งบนฝั่งตะวันตกและตะวันออก สามารถเดินทางด้วย รถไฟแห่งประเทศไต้หวัน (TRA)  ราคาค่าตั๋วค่อนข้างประหยัด  หากต้องการชมบรรยากาศความสวยงามของไต้หวัน สามารถเลือกเดือนทางด้วย เส้นทางรถไฟสายผิงซีซึ่งเป็นรถไฟสายชมวิวอยู่ใกล้กับไทเป ท่านจะได้มุมมองของไต้หวันในอีกรูปแบบหนึ่ง  นอกจากนี้ ยังมี เส้นทางรถไฟสายด่วน  ซึ่งเหมาะแก่การท่องเที่ยวในไทเปหรือเกาสง ส่วนมากเป็นเส้นทางรถไฟใต้ดิน แผนที่สัญลักษณ์มีการใช้ภาษาอังกฤษ ในการบอกเส้นทางอย่างละเอียด และการเดินทางแสนสะดวกสบายในไต้หวันจะมากขึ้นไปอีกหากคุณโหลด Application ที่ช่วยในเรื่องการเดินทาง เช่น          Transit by NAVITIME  ซึ่งครอบคลุมการบอกเส้นทางการเดินทางด้วย MRT, TRA และ THSR

สำหรับการเดินทางในเมืองไทเป  มีรถไฟใต้ดินของไทเป เรียกว่า  MRT  มีทั้งหมด 5 สาย ในเขตตัวเมืองจะวิ่งอยู่ใต้ดิน แต่มีที่วิ่งบนดินด้วยเช่นกัน  ให้บริการตั้งแต่เวลาประมาณ 06:00-24:00   และท่านสามารถใช้ รถบัสสาธารณะที่มีราคาที่ถูกกว่ารถไฟใต้ดิน MRT  รถบัสจัดเป็นบริการขนส่งสาธารณะที่มีเครือข่ายครอบคลุมไปทุก โดยราคารถบัสจะคิดตามโซนที่นั่งซึ่งจะมีทั้งหมด 3 โซน เริ่มต้นที่โซนละ 15  NT$    30  และ 45 NT$     ทั้งรถไฟใต้ดินและรถบัสสามารถชำระเงินได้ทั้งเงินสดและบัตร EasyCard หรือ หากต้องการความสะดวกสามารถ โดยสารรถแท็กซี่ในไทเป ซึ่งเป็นระบบมิเตอร์คิดค่าบริการครั้งแรก 1.25 กิโลเมตร เริ่มที่ 70  NT$

อีกหนึ่งการคมนาคมที่ไม่อยากให้คุณพลาดคือ การใช้จักรยานในไทเป  ซึ่งเป็นเมืองที่มีฉายาว่าเป็นเมืองแห่งจักรยาน โดยสามารถใช้บริการเช่าจักรยานที่ชื่อว่า YouBike ที่มีบริการที่สถานีรถไฟใต้ดินหรือสถานที่ท่องเที่ยว กว่า 150 จุดทั่วไทเป  สามารถใช้งานได้ตลอด 24 ชั่วโมง สามารถยืมจากจุดหนึ่งแล้วปั่นไปคืนยังอีกจุดหนึ่งได้ด้วยเพื่อความสะดวก   มีเลนสำหรับจักรยาน และเส้นทางปั่นจักรยานชมวิวที่น่าสนใจมากมาย ค่าบริการ เริ่มต้นเพียง 5  NT$ สำหรับ 30 นาทีแรก  เพื่อความสะดวกมากขึ้นสามารถโหลด Application ชื่อว่า Taipei Map and Walks ที่จะบอกจุดสถานที่น่าสนใจทั่วทั้งไทเป

อาหารที่ต้องลองในไต้หวัน

เคยได้ยินไหมค่ะที่เขาว่ากันว่า ไต้หวัน คือ ญี่ปุ่น ที่ถูกกว่า !!! เพราะว่าบ้านเมืองแสนน่ารัก ผู้คนอัธยาศัยดี สถานที่ท่องเที่ยวน่าไป ของฝากน่านัก ออกแนว Cute Cute และแน่นอนว่าของกินนั้นติดอันดับมากๆ  เราจะเห็นได้ว่ามีอาหารและขนมมากมายที่บอกว่ามีต้นตำรับมาจากไต้หวัน  ที่คุ้นๆหเราก็คือ ชานมไข่มุกนั่นเอง แต่ดินแดนแห่งนี้ยังมีอาหารที่เมื่อไปถึงคุณต้องไปลองอีกมากมาย และก็มีหลากหลายรูปแบบด้วยสิ แนว Street Food อาหารข้างทาง ในแบบที่เราคุ้นตาขายตามตลาดกลางคืน เหมือนกับบ้านเราก็มีไม่น้อย  และยังมีร้านอาหารที่ต้องร้องว้าว !! เพราะได้รับการการันตีด้วย  Michelin Star อย่าให้เสียเวลามาดูกันเลย ว่าไปไต้หวัน แล้ว คุณควรจะหวั่นไหวกันอาหารอะไรบ้าง

Ah Zong Mian Xian

หากคุณได้ไปตะลุยตลาดกลางคืนของไต้หวันรับรองว่าจะต้องกลับมาแบบพุงกลาง อยากแรกที่อยากแนะนำเพื่อการรองท้องเบาๆ คือ เกี๊ยวซ่า มีขายอยู่ทั่วไปในไต้หวัน ราคาไม่แพงมาก สามารถกินได้แบบร้อนๆ เคี้ยวอร่อยใส่รสชาติดี แป้งบางกรอบ ไม่มีร้านแนะนำเป็นพิเศษมองดูเลยร้านไหนคนต่อคิวเยอะๆก็จัดไป อีกหนึ่งของกินเล่นที่ทำให้รู้ว่าคุณมาถึงไต้หวันแล้วก็คือ เต้าหู้เหม็น  เป็นเต้าหู้หมักที่มีกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ มีทั้งแบบย่างและแบบทอด มีน้ำจิ้มรสกลมกล่อม แนะนำไปกินที่  ถนนโบราณเชงเคิง (Shenkeng Old Street) เป็นย่านขึ้นชื่อของอาหารชนิดนี้  หรือที่อาจดูแปลกแต่ไม่ควรพลาดที่จะลองคือ ไข่ต้มใบชา โดยเขาจะทุบให้เปลือกแตกเล็กน้อยนำไปใบชาและสมุนไพรบางชนิดมาห่อแล้วไข่หลังจากที่ไข่สุกจะมีรสชาติอร่อยแตกต่างจากไข่ทั่วไป

ต่อกันที่ บะหมี่อาจง (Ah Zong Mian Xian)  อาจจะเรียกว่าเป็นกิมมิคที่เรียกลูกค้าได้ดีหรืออย่างไรไม่ทราบ เพราะถึงจะไม่มีโต๊ะและเก้าอี้ให้นั่ง แต่ก็มีทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวต่อคิวกันยาว และยืนถือถ้วยและตะเกียบคืบกินหมี่ซั่วที่มาพร้อมกับน้ำซุปเข้มข้นและไส้หมูที่เหนียวนุ่มกันอย่างอร่อย  ใครอยากลองไปได้ที่ Emei Street

ถ้าบะหมี่คนเยอะจนรอไม่ไหว ก็ให้ไปลอง โอเด้งสไตล์ไต้หวัน (Tian Bu La)  ที่มีความแตกต่างเพราะเส้นมีเนื้อแน่น เคี้ยวหนึบเผ็ด มีรูปร่างและขนาดที่แตกต่างกันไป ทำมาจากเนื้อปลาบดแล้วนำไปทอดทีเด็ดอยู่ที่ซอสสูตรพิเศษของแต่ละร้าน ร้านที่ขึ้นชื่ออยู่ที่ ตลาดกลางคืนจีหลง ตั้งอยู่ที่ถนน Rensan Road

ใครอยากจัดเต็มเป็นมือใหญ่ กินกันหลายคนได้สังสรรค์เฮฮา ต้องไปกิน ชาบูหม่าล่าที่มีส่วนผสมของเครื่องเทศหลายชนิด ความเผ็ดที่ปลายลิ้น คือเอกลักษณ์ที่คุณจะไม่ลืม หากอยากลองไปได้ที่ร้านแนะนำคือ  Mala Yuanyang Hotpot

ของคาวผ่านไปแล้วก็ต้องมาต่อที่ของหวาน เพราะที่นี่คือเมืองแห่งขนมหวานและเครื่องดื่มอันดับต้นๆเลยทีเดียว   อย่าง บัวลอยไต้หวัน ชานมไข่มุกแบบดั้งเดิม  ไอศกรีมถั่วใส่ผักชีที่เมืองโบราณอย่างจิ่วเฟิ่น (Jiufen)  อีกอย่างคือ พายสับปะรด ที่เป็นของฝากขึ้นชื่อของไต้หวัน

ระบบการศึกษาในประเทศไต้หวัน

ปัจจุบันนี้การคนส่วนใหญ่มักจะให้ความสำคัญเกี่ยวกับการศึกษามากขึ้น เพราะการศึกษานำพาอนาคตที่ดีสำหรับคนในครอบครัวได้ ฉะนั้นก็ยังมีการสนับสนุนให้ลูกหลานเรียนสูงๆ เพื่อกลับมาดูแลคนในครอบครัวในภายหลังได้ ซึ่งการศึกษาของแต่ละประเทศก็มักจะมีความคล้ายคลึงกัน ไม่เว้นแม้แต่การศึกษาในประเทศไต้หวันก็ตาม

ระบบการศึกษาในประเทศไต้หวันนั้น ถือว่า  ค่อนข้างจะได้รับชื่อเสียงในเรื่องของวิทยาการสมัยใหม่ที่ถือว่าเป็นประเทศที่ติดอันดับ1 ในด้านคณิตศาสตร์ที่ถือว่าดีที่สุดในโลกเลยทีเดียว อีกอย่างหนึ่งคนในประเทศยังมีประสิทธิภาพ และขึ้นชื่อในเรื่องของประชากรที่รักการอ่านอีกด้วย เพราะฉะนั้นรัฐบาลจึงเร่งสร้างโปรแกรมที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ ศึกษาค้นคว้า และเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการอ่านก็จะได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างมาก จนบางครั้งก็อาจจะถูกวิจารณ์บ้างว่า นักเรียนที่เรียนโรงเรียนในไต้หวันนี้ อาจจะไม่ได้รับอิสระทางความคิดทำให้ไม่สามารถที่จะคิดได้ด้วยตนเอง แต่เมื่อเข้ามหาวิทยาลัยไต้หวัน ก็จะได้รับอิสระในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์มากขึ้นด้วย ทำให้นักศึกษาเหล่านั้นรู้จักการวางแผนการทำงานเมื่อจบการศึกษานั่นเอง

taiwan

เมื่อเปรียบเทียบระบบการศึกษาของประเทศไต้หวันกับประเทศไทย ก็จะมีส่วนที่คล้ายคลึงกันอยู่ และยังคล้ายกับประเทศในแถบเอเชียอีกด้วย โดยระดับการศึกษานั้นจะเริ่มตั้งแต่ ระดับประถมอยู่ที่ 6 ปี และเมื่อจบโรงเรียนประถม ก็จะต่อด้วยมัธยมต้น 3 ปี หรือที่ไต้หวันจะเรียกว่า Junior High School   เมื่อจบมัธยมต้น ก็จะสามารถเลือกได้ว่าจะเรียนต่อสายสามัญหรือสายอาชีพ หากเรียนสายสามัญก็ต่อมัธยมปลาย ส่วนสายอาชีพก็แตกต่างกันไป ซึ่งก็จะเรียน 3 ปีเท่ากัน ส่วนระดับปริญญาตรีนั้น จะใช้ระยะเวลาในการศึกษาตั้งแต่ 2 – 4 ปีขึ้นอยู่กับว่าจะเรียนภาคปกติหรือภาคพิเศษ และระดับปริญญาโท ก็จะอยู่ที่ 1 – 4 ปีขึ้นอยู่กับหลักสูตรที่จะเรียนนั่นเอง จะเห็นได้ว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการศึกษาในประเทศไทย ก็จะเห็นว่ามีความคล้ายคลึงกันเป็นอย่างมาก แต่สิ่งที่อาจจะแตกต่างกันก็คงจะเป็นเรื่องของหลักสูตรที่มีอยู่ทำให้แตกต่างกันได้

การศึกษาไม่ว่าจะเป็นระดับใดก็ตาม หากได้รับการดูแลเอาใจใส่จากผู้ใหญ่ ก็จะเห็นได้ว่า ประเทศนั้นๆ มักจะมีการพัฒนาในเรื่องของระบบการศึกษาที่ก้าวไกลและรวดเร็วเป็นอย่างมาก หากลองเปรียบเทียบกับประเทศที่ล้าหลัง ก็จะรู้ว่าประเทศเหล่านั้นขาดการพัฒนาในระบบการศึกษาเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นหากคุณสนใจที่จะศึกษาระบบการศึกษาในประเทศไต้หวัน เพื่อใช้ในการเรียนต่อ ก็สามารถที่จะตัดสินใจไปเรียนได้โดยไม่ต้องลังเลใจเลย เพราะประเทศนี้ขึ้นชื่อเรื่องการศึกษาที่มีประสิทธิภาพอยู่แล้ว

สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไต้หวัน

วันหยุดพักผ่อน ถือเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของคนทำงาน เพราะเมื่อมีวันหยุดยาวก็มักจะหาสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เพื่อพักผ่อนหย่อนใจ และรีบูทตัวให้ให้สามารถกลับมาทำงานต่อไปอีกครั้ง และคนส่วนใหญ่จะเลือกไปเที่ยวต่างประเทศ เพราะนอกจาก จะได้พักผ่อนแล้วยังได้ชื่นชมบรรยากาศที่ยังไม่เคยพบมาก่อน ถือเป็นการเปิดประสบการณ์แนวใหม่ไปในตัวด้วย และประเทศที่ไม่ไกลจากบ้านเราที่คนส่วนใหญ่มักจะนิยมไปเที่ยวนั้นก็คือ ประเทศไต้หวัน
เนื่องจากสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไต้หวันนั้นมีอยู่มากมาย เราจึงอยากแนะนำแหล่งท่องเที่ยวที่คุณควรไปหาไปเยือนประเทศไต้หวัน ซึ่งเราจะแนะนำให้คุณ 4 สถานที่ที่ควรไปหากได้ไปเยือน

taipe 101
1. ไทเป 101 เป็นสถานที่หนึ่งที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากเมื่อนักท่องเที่ยวไปเที่ยวประเทศไต้หวัน เพราะที่แห่งนี้นั้นเป็นสถาปัตยกรรมที่ทันสมัยและสูงสง่าอยู่ในย่านซินยี ณ กรุงไทเป ซึ่งหากคุณได้ไปสถานที่แห่งนี้ก็จะมีสถาปัตยกรรมที่เหมาะแก่การถ่ายรูป แถมยังมีแหล่งชอปปิ้งอีกด้วย และยิ่งเป็นเวลากลางคืนก็จะสามารถชื่นชมกับแสงสียามค่ำคืนอีกด้วย

Jiufen
2. จิ่วเฟิ่น สถานที่ท่องเที่ยวสำหรับคนที่อยากพักผ่อนหย่อนใจ ซึ่งที่แห่งนี้จะเป็นเสมือนพิพิธภัณฑ์โบราณ แถมยังมีบ่อน้ำร้อน และน้ำตกให้นักท่องเที่ยวได้พักผ่อนหย่อนใจอีกด้วย ถือว่าได้เที่ยวที่เดียวได้สัมผัสการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติถึงหลายรูปแบบ

Taiwan
3. ซีเหมินติง ย่านชอปปิ้งแห่งหนึ่งของเหล่าวัยรุ่นที่มักจะไปกัน เพราะสถานที่แห่งนี้เป็นแหล่งรวมแฟชั่นของหนุ่มสาวชาวไทเป เรียกได้ว่าเป็นฮาราจุกุแห่งไทเปเลยก็ว่าได้ ซึ่งสถานที่แห่งนี้นั้นมีแหล่งรวมเสื้อผ้า ร้านขนม และร้านอาหารต่างๆ มากมายให้เลือกสรร

taiwan
4. วัดหลงซาน วัดหนึ่งที่เป็นที่นิยมของชาวไทเป และเมื่อนักท่องเที่ยวไปประเทศนี้ไกด์ก็ย่อมที่จะแนะนำให้ไปสถานที่แห่งนี้เพื่อสักการะเจ้าแม่กวนอิม ซึ่งเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนไต้หวัน นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูปตามสถาปัตยกรรมต่างๆ ที่สวยเป็นอย่างมาก

taiwan
5. หมู่บ้านวัฒนธรรม อะบอริจิน ฟอร์โมซาน (Formosan Aboriginal Culture Village) เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่มีความสงบ และน่าไปเที่ยวเป็นอย่างมาก ซึ่งสถานที่นี้มีสวนสนุก และยังมีสถาปัตยกรรมมากมายให้นักท่องเที่ยวไปพักผ่อน และถ่ายรูป นอกจากนั้นก็ยังมีเครื่องเล่นให้นักท่องเที่ยวได้เล่นกันอย่างสนุกสนานอีกด้วย ถือเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่วัยรุ่นส่วนใหญ่มักจะไปกัน
จากสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไต้หวันที่เราอยากแนะนำให้คนที่ไปเที่ยวประเทศนี้ได้ลองไปเยือนดูสักครั้งเพื่อที่จะซึมซับวัฒนธรรมของคนในประเทศ แถมยังได้พักผ่อนหย่อนใจไปในตัวด้วย

เล่นดนตรีช่วยผ่อนคลายเครียดไหม

สำหรับคนที่ชื่นชอบดนตรีแล้ว แน่นอนว่าจะบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าดนตรีนั้นช่วยบำบัดความเครียดได้ดีเชียวแหละ ดังนั้นมาเริ่มสร้างบรรยากาศให้ชีวิตประจำวันของเราให้ไม่เครียด และสดใสด้วยเสียงดนตรีเบาๆ ภายในบ้าน ที่ทำงาน หรือแม้แต่ในรถกันระหว่างขับรถไปทำงานในตอนเช้า เปิดวิทยุฟังดีเจเลือกสรรเพลงเพราะๆใ ห้ฟัง หรือกลับบ้านมาเหนื่อยๆ ฟังเพลงโปรดคลายอารมณ์เสียหน่อย หากมีฝีไม้ลายมือเล่นดนตรีกล่อมตัวเอง ก็เกิดสุนทรีทางอารมณ์ได้เช่นกัน นี่คือการหาทางออกเพื่อผ่อนคลายอย่างง่ายๆ ที่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องร่ำเรียนวิชาใดๆ มาเพราะดนตรีมีคุณค่าทางจิตใจ แค่ได้ยินเสียงดนตรีเพราะๆ ทำให้ผู้ฟังเกิดความสบายใจเพลิดเพลินไปกับเสียงดนตรีได้ จึงมีการนำดนตรีมาใช้บำบัดจิตใจในระดับลึกซึ้งไปกว่าการฟังเพลงธรรมดาทั่วๆ ไป เราจึงต้องพบปะพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญ ว่าเขาคิดค้นหาวิธีการนำดนตรีมาคลายเครียดอย่างไรกันบ้าง

โดยอ.ดุษฎี พนมยงค์ ที่คลุกคลีอยู่ในงานด้านดนตรีมากว่า 30ปี ใช้ดนตรีช่วยพัฒนาจิตใจให้คลายจากความเครียด ด้วยหลักสูตร ลมหายใจ ดนตรี ชีวิต อบรมที่สถาบันปรีดีพนมยงค์ หรือบุคคล หน่วยงานทั่วไป ติดต่อเชิญไปอบรมนอกสถานที่ ซึ่งหลักสูตรนี้อ.ดุษฎี บอกว่า เป็นหลักสูตรที่ร่วมกับทีมงานคิดค้นขึ้นมาเป็นครูสอนดนตรีมาหลายสิบปี ได้สั่งสมความรู้ ศาสตร์และศิลป์ด้านดนตรี พอมีโอกาสเข้าไปคลุกคลีกับมูลนิธิคุ้มครองเด็ก บ้านดูแลเด็ก บ้านปราณี ได้นำดนตรีและสอนการร้องเพลงให้กับเด็ก ปรากฏว่าพฤติกรรมของเด็กเปลี่ยนไปในทางที่ดี จุดนี้เองที่ทำให้คิดค้นเป็นหลักสูตรขึ้นมา นำการร้องเพลง ร่วมกับการทำสมาธิ การที่เคยเป็นนักยิมนาสติก มีส่วนทำให้เราเห็นความสำคัญของการเคลื่อนไหวร่างกาย ดึงมาเป็นส่วนประกอบหนึ่งของหลักสูตร บวกการใช้จินตนาการ เราใช้วิธีคิดง่ายๆ อย่างมีเหตุผล เพื่อสร้างกระบวนการขึ้นมา

นอกจากนี้ยังได้อธิบายให้ฟังว่าหากจะคลายเครียด ต้องเลือกฟังดนตรีที่มีคุณภาพ เพราะดนตรีเปรียบเหมือนอาหาร มีทั้งที่มีคุณภาพและเป็นขยะ การฟังดนตรีไม่มีคุณภาพจะไม่เกิดประโยชน์ต่อการบำบัดจิตใจดนตรีที่มีคุณภาพนั้นจะต้องมีท่วงทำนองสูงต่ำไพเราะ จังหวะของดนตรีถ้าช้าต้องช้าให้สม่ำเสมอ หรือเร็วก็ต้องเร็วสม่ำเสมอ ไม่ใช่เดี๋ยวช้าเดี๋ยวเร็ว เพราะหัวใจของเราจะตามจังหวะของเสียงดนตรี เนื้อร้องต้องสร้างสรรค์ ไม่ส่งเสริมไปในทางผิด หรือทำให้ท้อแท้สิ้นหวัง และต้องมีการประสานเสียงที่กลมกลืนถ้ามีดนตรีมากกว่าหนึ่งเสียง และระดับเสียงที่ช่วยให้ผ่อนคลายก็คือไม่ดังมากเกินไป ราวๆ 40-50เดซิเบลก็เพียงพอแล้ว เพราะเป็นระดับที่ฟังแล้วสบายใจผ่อนคลาย

สนุกโดยไม่ต้องใช้เงินเยอะ

เพราะปัจจุบันด้วยสภาวะต่างๆ ทำให้คนเกิดความเครียด ดังนั้นจึงต้องหาอะไรทำเพื่อเพิ่มความสนุกให้กับชีวิตบ้าง ซึ่งวันนี้ก็อยากจะแนะนำสิ่งที่สร้างความสนุกและสร้างรายได้แถมยังไม่ต้องใช้เงินเยอะอีกด้วย นั่นคือการทำงานแฮนด์เมคซึ่งสามารถต่อยอดเป็นธุรกิจได้ด้วย เรียกว่าไม่ต้องลงทุนเยอะแต่รายได้งามเลยทีเดียว เพราะปัจจุบันคนนิยมสินค้าแฮนด์เมดกันมาก เพราะมีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร สินค้าแฮนด์เมค ส่วนใหญ่มีเอกลักษณ์ และความโดดเด่นเฉพาะตัว ที่สำคัญมีราคาค่อนข้างสูงกว่าสินค้าที่ผลิตจากโรงงานด้วยเครื่องจักรขนาดใหญ่ เพราะเป็นผลงานที่ทรงคุณค่า ผลิตจากความสามารถของตัวเอง อีกทั้ง ตลาดค้าขายสินค้าแฮนด์เมดในประเทศไทยเริ่มกว้างขึ้น สร้างผลการตอบรับที่ดีเลยทีเดียว ซึ่งหากอยากจะสนุกและสร้างรายได้ในเวลาเดียวกัน ลองมาดูงานแฮนด์เมดยอดนิยมที่ใช้เงินน้อยแต่สร้างรายได้งามกันดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง

ตุ๊กตาปั้น
เป็นงานฝีมือที่ชาวต่างชาติชื่นชอบมากเลยทีเดียว งานตุ๊กตาปั้นนั้นถือว่าเป็นงานศิลปะชิ้นนึงที่ต้องใช้ฝีมือและความตั้งใจในการทำ ซึ่งตุ๊กตาปั้นนั้นส่วนใหญ่ทำจากดินญี่ปุ่น เพราะปั้นงานหาง่าย โดยงานปั้นที่ได้รับความนิยมสูงสุดเลยคืองานปั้นประเภทอักษรตัวเลข ทั้งของไทยและอังกฤษต่างก็ฮิตขายดีมากจริงๆ ต่อมาคืองานปั้นตุ๊กตาประเภทเจ้าหญิงต่างๆ หรือเลียนแบบตัวการ์ตูนญี่ปุ่น เลียนแบบดารานักร้องก็ฮิตเช่นกัน แต่อาจจะต้องฝึกฝนฝีมือให้มากเพื่อที่จะได้ปั้นออกมาเป็นรูปเป็นร่าง นอกจากนี้ยังมีพวกการปั้นหน้าเหมือนในแบบตุ๊กตา ก็นิยมไม่แพ้กันมักถูกจ้างเป็นงานๆ มากกว่าทำมาวางขายเลย และสุดท้ายของปั้นประเภทเลียนแบบของกินของใช้ ที่เป็นชิ้นเล็กๆ เรียกว่าขายดีสุดๆ ห้างร้านต่างๆ มักนิยมจ้างปั้นเพื่อนำไปเป็นตัวอย่างสินค้า แต่หากเป็นคนที่ชอบเรื่องความสวยความงาม อาจจะปั้นดินญี่ปุ่นเป็นรูปต่างเก๋ๆ เพื่อทำเป็นต่างหู ก็ขายดีเช่นกันแถมใช้เงินไม่มากด้วย

เจลเทียน
เป็นสินค้าที่เกิดจากการนำเจลสังเคราะห์ผ่านความร้อนให้หลอมละลายเป็นของเหลวใส อาจเติมสี น้ำมันหอมระเหย แล้วตักใส่ในภาชนะรูปทรงตามต้องการ เช่น แก้วใส เซรามิก ดินเผา และตกแต่งเพื่อให้เกิดความสวยงาม เช่น เปลือกหอย ปลาเรซิน ทรายสี กิ่งไม้แห้ง มีไส้เทียนสำหรับจุดไฟ ทำเป็นของประดับตกแต่งและของที่ระลึก ซึ่งเป็นสินค้าแฮนด์เมดที่ไม่เคยตกยุค สามารถทำให้แก่คนที่รักได้ทุกสมัย ขึ้นอยู่กับไอเดียที่คุณสร้างสรรค์ลงไปด้วยว่า จะออกแบบเป็นอะไรเช่น ใต้ท้องทะเล ริมชายหาด ธรรมชาติ หรือรูปหัวใจ เรียกว่าเป็นงานอดิเรกที่สนุกแถมยังสามารถสร้างรายได้ทำเป็นงานเสริมได้เลย เป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์สูงสุดจริงๆ

วิธีผักผ่อนคลายเครียด

เชื่อว่าหลายๆคนและไม่ว่าจะทุกเพศทุกวัยจะต้องมีความเครียดแน่นอน ไม่ว่าจะเครียดเรื่อง การเรียน การทำงาน ครอบครัว ความรัก และอีกหลายๆความเครียดที่พวกเราทุกคนนั้นพบเจอ แต่ถึงแม้ว่าจะเครียดเราก็ต้องหาวิธีพักผ่อนคลายเครียดกันด้วย ไม่อย่างนั้นพวกเราคงจะต้องทนรับความเครียดเหล่านั้นนานๆ ซึ่งมันไม่ใช่ผลที่ดีแน่ เราจึงมีวิธีพักผ่อนคลายเครียดทั้งสมองและร่างกายมาแบ่งปันหลายวิธีและได้ผลแน่นอน

วิธีคลายเครียดที่ไม่ว่าจะเป็นสาวๆหรือแม้กระทั่งหนุ่มๆก็คงจะชอบและทำกันเป็นประจำเวลาเครียดนั่นก็คือ การกินอาการคลายเครียด แต่ว่าถึงแม้เราจะกินหมูกระทะ บุฟเฟ่ต์ ปิ้งย่าง อาจจะทำให้หลายๆคนคลายเครียดได้และสนุกไปกับการกินของเหล่านี้แต่พวกนี้นั้นจะทำให้เรามีหุ่นที่ใหญ่ขึ้นอ้วนขึ้นและตามมาด้วยโรคต่างๆมากมาย ถ้าจะกินเพื่อคลายเครียดขอแนะนำอาหารหรือของกินเล่นที่ช่วยทั้งคลายเครียดและให้ประโยชน์ร่างกายเราดีกว่า กินน้ำผึ้งสามารถลดความเครียดได้ดีเลยทีเดียวเพราะน้ำผึ้งมีรสหวาน กินน้ำผึ้งเพียง 1 ช้อนสามารถลดภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลได้ นอกจากนี้น้ำผึ้งยังช่วยบำรุงผิวพรรณได้อีกต่างหาก กินมะม่วงสุกหวานฉ่ำ มะม่วงสุกเป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยสารลินาโลออลที่ช่วยลดระดับความเครียด และการเคี้ยวหมากฝรั่งถือว่าเป็นวิธีการเอาชนะความเครียดได้อย่างรวดเร็วเลยทีเดียว

วิธีพักผ่อนคลายเครียดที่หลายๆคนคงคุ้นเคยกันดีอีกวิธีก็คือ การทำสมาธิ ซึ่งก็เป็นวิธีผ่อนคลายที่ดีอีกวิธีหนึ่งมันช่วยลดความเครียดและภาวะซึมเศร้าได้ดีเลย การงีบหลับสักครู่ก็เป็นการผ่อนคลายที่ดีอย่างหนึ่ง แต่ไม่ควรงีบหลับเป็นเวลานานจนเกินไปควรงีบหลับสัก 15 – 30 นาทีก็เพียงพอแล้ว หรือถ้าไม่ค่อยมีเวลาก็แค่เพียงหลับตาลงมันก็ทำให้เราใจเย็นลงและถือเป็นการหยุดพักจากความวุ่นวายได้ถึงแม้จะแค่ช่วงสั้นๆก็ตาม เมื่อมีเวลาว่างและช่วงนั้นเครียดให้ลองฟังเพลงโปรดที่มีทำนองสบายๆแล้วนั่งเขียนไดอารี่หรือไปเต้นคัฟเวอร์ เต้นออกกำลังกายก็สามารถช่วยได้เยอะเลยทีเดียว

และมาถึงวิธีคลายเครียดยอดฮิตนั่นก็คือ การหาเวลาออกไปท่องเที่ยวสถานที่ต่างๆกับเพื่อนๆหรือจะไปคนเดียวก็ได้ ส่วนมากเวลาที่เครียดหรืออยากพักผ่อน คนเราส่วนใหญ่มักจะไปทะเล หรือน้ำตก เพราะน้ำเป็นตัวแทนของความสดชื่น ยิ่งน้ำทะเลนั้นสามารถรักษาสุขภาพและกลิ่นเค็มนิดๆของน้ำทะเล ช่วยให้เราผ่อนคลายและรู้จักปล่อยวาง ทำให้เรารู้สึกรื่นรมย์ เพียงแค่สูดลมหายใจเอาอากาศริมทะเลเข้าไปลึกๆความเครียดจะค่อยสลายไปอีกด้วย